รัฐบาล3เดือน อันตรายกว่าเดิม
[ ผู้ดูแล : admin - 11/05/2008 - 01:46 ] 

|
รัฐบาล "ลูกกรอก1" ผ่านพ้นช่วงไตรมาสแรกไปได้แบบหืดจับ
กรุงเทพโพลให้คะแนนผลงานรัฐ มนตรีเรียงตัว 36 คน สอบตกเรียบ
ขนาดนายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ รองนายกฯ และรมว.พาณิชย์ ที่ผลงานเข้าตามากที่สุด ยังได้แค่ 4.96 คะแนน จากเต็ม 10
ส่วน 3 อันดับจากท้ายตาราง ได้แก่ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.มหาดไทย นายสมัคร สุนทรเวช นายกฯ และ พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ รองนายกฯ
เป็นเครื่องชั่งอย่างดีว่าใครคือ"ขี้เหร่"ตัวจริง
กับผลงานด้านความสมานฉันท์ ที่นายกฯสมัครเคยแถลงต่อรัฐสภา ว่าจะสร้างความสมานฉันท์ให้แก่คนไทยทุกภาคส่วน ร่วมมือกันนำพาประเทศให้ผ่านพ้นวิกฤตการณ์ต่างๆ
ผ่าน 3 เดือน ผลออกมากลับเป็นไปในทิศทางตรงข้ามอย่างสิ้นเชิง
การที่รัฐบาลเป็นฝ่ายจุดประเด็นเร่งรัดแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2550 ขึ้นมาโดยไม่ดูความเหมาะสมของระยะเวลา
นำมาสู่ความแตกแยกของประชาชนในสังคมรอบใหม่เสียเอง
ฝ่ายสนับสนุนและฝ่ายคัดค้านเริ่มตั้งทัพเกณฑ์ไพร่พลพร้อมประจัญบานกันได้ทุกเมื่อ กลิ่นอายความรุนแรงเริ่มคละคลุ้งไปทั่วทุกสถานที่ที่มีการชุมนุมทางการเมือง
ที่สำคัญคือมีความพยายามดึง "สถาบันเบื้องสูง" มาเป็นเครื่องมือประกอบการทำลายล้างฝ่ายตรงข้าม ผ่านช่องทางการสื่อสารด้วยใบปลิวและอินเตอร์เน็ต
กระตุ้นกันเต็มที่ให้ทหารออกมาแสดงท่าที
มีการเปรียบเทียบบรรยากาศการเมืองตอนนี้ว่าถึงยังไม่ใช่
แต่ก็ใกล้เคียงกับช่วงก่อนเกิดเหตุการณ์ 19 กันยาฯ 49 เข้าไปทุกที
ประเด็นการเมืองระยะนี้ยังต้องโฟกัสไปที่การแก้ไขรัฐธรรมนูญ
ท่าทีรัฐบาลยังแสดงออกถึงความดึงดัน ที่จะเสนอญัตติแก้ไขเข้าสู่สภาให้ทันปิดสมัยประชุมวันที่ 20 พ.ค.
แม้นายกฯและหัวหน้าพรรคร่วมรัฐบาลจะพยายามแก้เกมโดยโยนให้เป็นเรื่องของสภา
แต่ก็ไม่มีผลในการลดแรงเสียดทานจากสังคมภายนอกได้
เนื่องจากเป็นที่รับรู้กันอยู่ว่ารัฐบาลเป็นฝ่ายยึดกุมเสียงข้างมากในสภา ด้วยจำนวนส.ส. 316 เสียง บวกกับส.ว.อีกจำนวนหนึ่ง
นั่นหมายถึงหลักประกันว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญบนพื้นฐานความต้องการของรัฐบาล
จะผ่านกระบวนการทางรัฐสภาไปได้อย่างราบรื่น
ด้วยเหตุนี้เอง ทำให้กระแสเคลื่อนไหวต่อต้านการแก้รัฐธรรมนูญ ไปปะทุร้อนแรงอยู่นอกสภา
โดยเฉพาะกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ประกาศพร้อมเคลื่อนพลชุมนุมใหญ่ทันทีที่มีการเสนอญัตติเข้าสู่สภา
ขณะที่นักวิเคราะห์การเมืองอย่าง นายธีรยุทธ บุญมี ราษฎรอาวุโสอย่าง น.พ.ประเวศ วะสี และกลุ่มแพทย์อาวุโสนำโดย น.พ.บรรลุ ศิริพานิช, น.พ. มงคล ณ สงขลา
เป็นห่วงตรงกันว่าการเร่งแก้ไขรัฐธรรมนูญจะเป็นจุดเริ่มต้นวิกฤตการเมืองรอบสอง
ยังไม่นับผลสำรวจนิด้าโพล ที่พบว่าประชาชนทุกภาคส่วนใหญ่ ร้อยละ 74 ต้องการให้รัฐบาลแก้ปัญหาเศรษฐกิจปากท้องเป็นอันดับแรก
ไม่ใช่การแก้ไขรัฐธรรมนูญ
กระนั้นก็ตามยังมีสิ่งสะท้อนถึงบรรยากาศการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่เริ่มเข้มข้นดุเดือดมากขึ้นสวนกับกระแสความห่วงใย
เมื่อคณะกรรมการประชาชนเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 หรือ คปพร. ภายใต้การนำของ นายจรัล ดิษฐาอภิชัย และ น.พ.เหวง โตจิราการ อดีตแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.)
นำม็อบเสื้อแดงนับพันคนชุมนุมหน้ารัฐสภา
ยื่นรายชื่อประชาชน 1.5 แสนรายชื่อต่อ นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท รองประธานสภา สนับสนุนการแก้ไขรัฐ ธรรมนูญ โดยนำเนื้อหาหลักๆของฉบับปี 2540 กลับมาใช้
ทั้งยังเสนอให้บรรจุศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติไว้ในฉบับแก้ไขใหม่นี้ด้วย
ตรงนี้เอง ที่อาจทำให้การแก้ไขรัฐธรรม นูญเกิดความยุ่งยากซับซ้อนมากขึ้นกว่าเดิม
อย่างไรก็ตามในจังหวะที่รัฐบาลและกลุ่มหนุน เริ่มออกลูกสะเปะสะปะในประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ
รัฐบาลยังต้องมาเจอกับปัญหาแทรก ซ้อนภายใน
ทั้งในเรื่องคัดเลือกตัวประธานสภาคนใหม่เพื่อเข้ามาคุมเกมการแก้ไขรัฐ ธรรมนูญ
ซึ่งกว่าจะมาลงเอยที่นายชัย ชิดชอบ ก็มีข่าวงัดข้อกันเองระหว่างกลุ่มส.ส.ในพรรคพลังประชาชน
เนื่องจากมีบางส่วนหนุนหลัง นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ รองประธานสภาฯ ให้ขยับขึ้นมานั่งเก้าอี้นี้แทน
จนสุดท้ายต้องตกลงกันว่าจะแบ่งกันนั่งคนละครึ่งวาระ ฝ่ายนายสมศักดิ์ ถึงยอมถอยให้นายชัย เป็นก่อนในครึ่งแรก
แต่เพิ่งจะเคลียร์กันเสร็จ ยังมาเกิดกรณี นายสุธา ชันแสง รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ยื่นใบลาออกโดยอ้างปัญหาสุขภาพ
เท่ากับสถานการณ์บังคับให้นายกฯต้องปรับครม. โดยไม่มีทางหลีกเลี่ยง
ถ้าดูจากประวัติศาสตร์ทางการเมืองที่ผ่านมา ทุกครั้งที่มีการปรับครม. มักจะเกิดปัญหาขัดแย้งแย่งเก้าอี้กันเองในพรรค
ยกเว้นว่าหัวหน้าพรรคจะมีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในพรรคแท้จริง
เหมือนอย่างสมัยพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกฯ ปรับครม.ทั้งเล็ก-ใหญ่ รวมแล้วนับสิบครั้ง ก็ไม่มีปัญหา
ฉะนั้นก่อนจะข้ามไปถึงเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ
นายสมัคร สุนทรเวช นายกฯ จะต้องโชว์พาวเวอร์แก้ปัญหาเฉพาะหน้าภายในพรรคของตัวเองให้ได้เสียก่อน
ส่วนที่นายกฯ ตัดสินใจสงบปากสงบคำ งดให้สัมภาษณ์ตอบโต้เรื่องการเมืองแบบเปรอะไปหมด
นับเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้สถานการณ์ต่างๆ เย็นลงได้
จะเหลือแต่ลูกพรรคบางคน อย่างนายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ส.ส.เชียงใหม่
ที่แกว่งปากออกมาพูดท้าทายให้ทหารทำปฏิวัติ
ดังนั้นข้อแนะนำในสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวาน เช่นนี้
คือนายกฯ และรัฐบาลต้องคุมส.ส.ลูกพรรค รวมทั้งบรรดากองหนุนนอกสภาให้ดี ไม่ให้ทำอะไรที่ผิดคิว หรือนอกลู่นอกทางออกไปจนเกินพอดี
ไม่เช่นนั้นเส้นทางของรัฐบาล
อาจจะทอดยาวไม่พ้นไตรมาสสองนี้ก็เป็นไปได้
หน้า 3
ที่มา หนังสือพิมพ์ข่าวสด
|