PHP infoBoard v.5 PERFECT
kanmuang.org
 
อ.บรรเจิด สิงคะเนติ"กฎหมายคนละรางปมแย้งคตส.-อัยการสูงสุด

[ ผู้ดูแล : admin - 3/05/2008 - 05:48 ] Admin


รัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 ดูเหมือนว่าไม่มีอะไรเป็นผลงานชัดเจนเป็นรูปธรรมตามเจตนารมณ์ที่ก่อรัฐประหาร ในช่วงระหว่างรอรัฐบาลใหม่ที่มาจากการเลือกตั้ง ยกเว้นคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อความเสียหายแก่รัฐ (คตส.)

 ซึ่งเป็นองค์กรตั้งขึ้นมาเพื่อทำหน้าที่คุ้ยแคะและต่อจิ๊กซอว์ให้เห็นพฤติกรรมทุจริตคอรัปชั่นเชิงนโยบายของรัฐบาล ”ทักษิณ” แต่การทำงานจนใกล้สิ้นสุดวาระ กลับมีข้อขัดแย้งระหว่าง คตส.กับอัยการสูงสุด จนส่อเค้าว่า ผลการทำงานที่ผ่านมาของ คตส.จะคว้าน้ำเหลว บรรเจิด สิงคะเนติ กรรมการ คตส. นักวิชาการด้านกฎหมาย ชี้ให้เห็นว่า ที่มาของความขัดแย้งนั้น จากสาเหตุอะไร และเมื่อคดีความถูกส่งไปยัง ป.ป.ช.แล้วจะเป็นอย่างไร

@ ที่ผ่านมา คตส.ส่งฟ้องกี่คดีแล้ว



 คดีนายบรรณพจน์ ดามาพงศ์ ที่ดินรัชดา คดีเรื่องหวยดิน ส่วนคดีที่กำลังดำเนินการต่อเนื่อง คือ คดีกล้ายาง ส่วนคดีเอ็กซิมแบงก์อยู่ระหว่างรออัยการพิจารณาส่งฟ้องหรือไม่ รวมทั้งคดีซีทีเอ็กซ์ ภาษีโอ๊ค-เอม ส่วนคดีแอร์พอร์ตลิงก์ อ.แก้วสรร อติโพธิ กำลังพิจารณาสำนวน สำหรับคดีธนาคารอยู่ระหว่างสรุปส่งให้อัยการลำดับต่อไป รวมทั้งคดี "ทักษิณ" ซุกหุ้นก็จะนำขึ้นมาพิจารณาส่งอัยการเร็วๆ นี้

 ส่วนคดีที่อาจดำเนินการไม่ทัน คือ คดีเซ็นทรัลแล็บ คดีเอื้ออาทร เพราะแตกเป็นหลายโครงการมาก ซึ่ง อ.แก้วสรร หยิบมา 5-6 โครงการ แต่ทุจริตแอร์พอร์ตลิงก์ โครงการท่อร้อยสาย ต้องนัดวันประชุมเพิ่มขึ้นมา

@ ห่วงว่าคดีที่อยู่ระหว่างอัยการพิจารณาและคดีส่งให้หลังจากนี้จะมีความเห็นไม่ส่งฟ้องหรือไม่



 กฎหมายได้วางระบบคานไว้อยู่แล้ว ถ้ามีความเห็นแตกต่างเรื่องฟ้องคดี คตส.และ ป.ป.ช.สามารถไปฟ้องได้เอง โดยระบบสามารถดำเนินการต่อได้อยู่แล้ว แม้ คตส.จะไม่อยู่แล้ว เขาได้วางระบบกฎหมายเพื่อคานอัยการอยู่แล้ว ซึ่งไม่ได้เป็นการเอาวิอาญา (ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา) มาใช้ เพราะถ้าเอาวิอาญามาใช้แล้ว ความเด็ดขาดของคดีจะอยู่ที่อัยการสูงสุด แต่ระบบนี้ไม่ใช่ คิดว่ามองโดยระบบไม่น่าเป็นห่วง ไม่ว่าใครอยู่ไม่อยู่ เพราะระบบกฎหมายมันคานอยู่

@ มองในตัวองค์กรมีการเตะถ่วง

 มีปัญหาเรื่องการตีความกฎหมาย พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งอันนี้เป็นอุปสรรคของการทำงาน ทั้งอัยการ เราเองมองว่า ถ้าอัยการเห็นว่าหลักฐานสมบูรณ์หรือไม่สมบูรณ์ต้องมาตั้งคณะกรรมการร่วมกัน เมื่อคณะทำงานร่วมกันเห็นอย่างไร ตรงนี้มันจบทาง คตส.เห็นว่ามันต้องจบตรงคณะทำงานร่วมกัน ว่าจะฟ้องหรือไม่ฟ้อง



 แต่อัยการมองว่า เขาต้องส่งไปให้อัยการสูงสุดชี้อีกครั้งหนึ่ง ตรงนี้คือการดึง วิอาญา มาใช้ ซึ่งเราเห็นว่าไม่ถูกต้อง การตีความ มาตรา 11 วรรค 1 วรรค 2 นี่คือจุดสำคัญที่เป็นประเด็นใหญ่ของอัยการเขาพยายามจะดึงวิอาญามาครอบ พ.ร.บ.ประกอบฯ ซึ่งมันเป็นคนละรางกัน นั่นเป็นรางทั่วไป พนักงานสอบสวนก็ว่าไป แต่นี่เป็นคดีของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เขาวางระบบให้มันคานกันอยู่ แต่ท้ายสุดหากคุณไม่ฟ้องให้ คตส.หรือ ป.ป.ช.ก็ต้องไปฟ้องเอง นี่คือปัญหาของการทำงานร่วมกัน และอัยการสูงสุดเขาก็ยืนยันว่า จะฟ้องใครหรือไม่ เขาจะต้องเป็นคนพูดคำสุดท้าย

@ ท้ายสุดทุกคดีที่ คตส.ทำก็จะหลุดหมด

 นี่ไง ประเด็นที่ผมกำลังจะบอกอยู่ว่า ระบบควรจะเป็นเช่นนั้นหรือ แล้วทำไมประสงค์จะให้เป็นเช่นนั้น เรื่องข้อกฎหมายผมพูดหลายครั้งแล้ว คนไม่จบกฎหมายก็ยังเข้าใจได้

@ ถ้าหลุดหมดทุกคดีถือว่าที่ผ่านมา คตส.ทำงานสูญเปล่าและเหนื่อยเปล่าหรือไม่

 ส่วนของ คตส.ได้ทำหน้าที่แล้วในการตรวจสอบ ไต่สวน รวบรวมข้อเท็จจริงให้เข้าสำนวน แต่ไม้สองจะส่งหรือไม่ ศาลจะพิจารณาอย่างไร ไม่ใช้อำนาจ หมดภาระหน้าที่แล้วมันเป็นเรื่องของกระบวนการยุติธรรมทั้งหมด

@ อัยการบอกว่าท้วง คตส.แล้วไม่ทำตาม อาจเข้าข่ายต้องการล้มคดี ขณะที่ป.ป.ช.ยังทำตามคำแนะนำเรื่องสำนวนคดี

 อัยการบอกว่าให้ไปซ้าย เราก็ถามว่า หากไปซ้ายท่านจะส่งฟ้องหรือไม่ เขาก็บอกว่าต้องพิจารณาอีกครั้งหนึ่ง งั้นถ้าเราไปขวา ท่านจะฟ้องหรือไม่ เขาก็บอกว่าจะต้องนำไปพิจารณาอีกครั้งหนึ่ง ถามว่าแล้วจะให้เราทำอย่างไร ประเด็นใหญ่มันต้องจบที่คณะทำงานร่วมใช่หรือไม่ แต่เมื่อทุกคำถามที่ถามไปมันลอยไปลอยมา ถามว่าคนทำงานจะทำอย่างไร ข้อกฎหมายจะเอาอย่างไร แต่อัยการพูดหมดหรือไม่ เขาไม่ได้พูดในประเด็นข้อกฎหมายที่แตกต่างกัน แต่มาพูดในเรื่องข้อเท็จจริงของสำนวน ซึ่งไม่ใช่ประเด็นใหญ่โต แต่ประเด็นใหญ่คือข้อกฎหมายเขาพูดถึงมั้ย

@ แสดงว่ามีนัยแฝงเพื่ออะไร

 นี่แหละผมไม่อยากจะพูดมาก อัยการไม่เคยแถลง มีแต่ดิสเดรดิตการทำงานของเราว่าสำนวนอย่างนั้นอย่างนี้

@ หากเปรียบเทียบเสียงตอบรับของอัยการยุครัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ กับรัฐบาลชุดนี้ต่างกันหรือไม่

 คดีที่ดินรัชดาฯ ตอนนั้น ซึ่งไม่ใช่เป็นอัยการสูงสุดคนปัจจุบันพิจารณาส่งฟ้อง ซึ่งไม่ทราบว่าแตกต่างกันหรือไม่ แต่ประเด็นข้อกฎหมายมาเกิดในช่วงหลังในคดีหวยบนดิน ทำให้เกิดปัญหาเรื่องนี้ขึ้นมา ไม่รู้เหตุผลว่าเป็นเพราะฟ้อง ครม.หรือไม่ จากนั้นก็มีปัญหาต่อเนื่องถึงคดีกล้ายาง ส่วนคดีเอ็กซิมแบงก์ต้องรอดูผล

@ เขาให้เหตุผลค้านส่งฟ้องอย่างไร เป็นเรื่องไม่แจ้งข้อกล่าวหาต่อผู้กล่าวหาหรือไม่

 เรื่องอื่นมันเป็นประเด็นปลีกย่อย แต่ประเด็นใหญ่อยู่ตรงที่ว่า เรากล่าวหามาตรา 157 แต่ตอนสรุปรวม 151 ด้วย ตรงนี้แนวฎีกาที่มีมาตลอด คือ เรากล่าวหาตัวพฤติกรรมและการกระทำ ส่วนการปรับบทจะทำอย่างไร ศาลก็บอกว่าถ้าแจ้งตัวการกระทำครบถ้วนแล้วเขาเข้าใจที่จะต่อสู้ได้แล้วไม่เป็นปัญหา นี่คือแนวฎีกา ซึ่งในส่วนของอัยการสูงสุดเอง ก็มีคำพิพากษาฎีกายืนยันว่า มีได้ แต่ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม ในมาตรา 151 หรือ 157 โดยตัว 157 เป็นฐานที่คลุมอยู่แล้ว ตรงนี้เป็นประเด็นบางรายใน 40-50 ราย ซึ่งไม่ใช่เป็นผลทางคดีทั้งหมด ผมจึงมองว่าเรื่องข้อเท็จจริงอยู่ในวิสัยที่ปรับกันได้ ถ้าตัวหลักข้อกฎหมายเห็นร่วมกัน

@ คิดว่าเปลืองตัวที่มารับหน้าที่ในภาวะการเมืองแบบนี้

 ผมไม่รู้สึกว่าจะเปลืองตัวอะไรทั้งสิ้น ในภาวะที่บ้านเมืองต้องการสร้างกฎกติกามันก็จำเป็นที่จะหาคนเอากระดิ่งไปผูกคอแมว ถ้าไม่มีใครเอากระดิ่งไปผูกคอแมวแล้วถามว่า หนูจะรู้ได้อย่างไร การที่ท้ายที่สุดวันนี้จะเปลืองหรือไม่เปลือง วันนี้ได้เอาข้อเท็จจริงเข้าในสำนวน ซึ่งหากไม่ถูกทำให้หายทำลายไปจากโลกนี้ อย่างน้อยวันหนึ่งความจริงมันก็ต้องปรากฏว่า คืออะไร จะไปถึงศาลหรือไม่ ในโลกนี้ไม่มีอะไรสูญเปล่า ในภาวะของการไม่มีอยู่ของกติกา ส่วนจะไปถึงจุดมุ่งหมายปลายทางหรือไม่ ตอบไม่ได้ เพราะเราไม่ใช่เป็นคนพูดคำสุดท้าย

@ คดีทั้งหมดโอนไปอยู่ในมือ ป.ป.ช.แล้วอัยการจะมีปัญหาเหมือนกับที่เคยมีกับคตส.หรือไม่

 ถ้ารูปการณ์ มันเกิดเปลี่ยนเพราะคำว่า "ค." แล้วตรงนั้นเป็น "ป." นั่นอาจจะเปลี่ยน หากเกิดจากตัวองค์กร ค.กับ ป.ก็แตกต่างกัน แต่ถ้าเกิดจากเนื้อแห่งคดี แสดงว่าเนื้อนั้นจะไม่เปลี่ยน

@ หากมีการสรรหาป.ป.ช.ใหม่ 180 วันหลังมีรัฐธรรมนูญใหม่ตามที่พรรคพลังประชาชนระบุ จะกระทบคดีที่ คตส.หรือ ป.ป.ช.ดำเนินการไว้หรือไม่

 ก็ขึ้นอยู่กับกระบวนการสรรหาและที่มาของ ป.ป.ช.มากกว่า ว่าใครเป็นคนเลือก คนคนนั้นเป็นคนของใคร ใครเป็นคนเลือก ท้ายที่สุดถ้าได้บุคคลที่ไม่เป็นกลางก็อาจส่งผลกระทบต่อรูปคดีได้

@  ชีวิตหลังจาก คตส.หมดวาระการทำงาน

 แนวรบด้านตะวันตกจะได้ปิดฉากลงเสียที ผมจะเหนื่อยน้อยลง อาจจะมีความเกี่ยวเนื่องในเรื่องการถูกฟ้องร้องเป็นพยาน แต่อย่างน้อยที่สุดการยิงปืนใหญ่ถล่มกันมันคงจบลง การรบหนักจบลง ส่วนใครตายหรือไม่ อย่างที่ผมบอกว่า คตส.ไม่ใช่ผู้มีอำนาจโดยเด็ดขาด ปล่อยให้เป็นเรื่องของกระบวนการยุติธรรมของประเทศ ส่วนอื่นเกินกว่าที่เราจะรับภาระได้ทั้งหมด เราเป็นเพียงเม็ดทรายเม็ดหนึ่งของตรงนี้

 การทำงานครั้งนี้กับสิ่งที่เราเหนื่อย ผมคิดว่ามันมีคุณค่าและสิ่งเหล่านี้จะเป็นตัวบอกผู้ที่เคยกล่าวหาว่า คตส.เป็นเครื่องมือรับใช้เผด็จการให้ไปดูในเนื้อเถอะ แล้วคมช.มาปกป้องอะไร คตส.ได้ ส่วนหนึ่งคนมักมองว่า คตส.ถูกแต่งตั้งโดยใคร แต่ที่สำคัญกว่าคือมันรับใช้อะไร ผมคิดว่าเรารับใช้ในการสร้างกติกาให้บ้านเมือง ถ้าสังคมไทยไม่สร้างกติกาตรงนี้บอกได้เลยว่าไม่มีอนาคตหรอก

 ถ้าคนทำผิดไม่ต้องรับผิดชอบโทษทัณฑ์ตามกบิลเมือง ถามว่านักการเมืองรุ่นต่อไปบอกว่าข้าทำผิดไม่เป็นอะไร มีอำนาจ เงินตรา แล้วสามารถทำผิดให้ถูกได้ มีแนวทางแบบนี้แล้วบ้านเมืองจะเป็นอย่างไร อย่าลืมว่าอำนาจที่ส่งผลกระทบต่อประเทศทุกอณูได้ คือ อำนาจทางการเมือง ถ้าอำนาจทางการเมืองไม่มีขื่อแป ขอบเขตความรับผิด-ถูกแล้วเราจะเดินหน้าได้อย่างไร เส้นเลือดใหญ่ของมันอยู่ตรงนั้นแหละ 

สิริพร พานทองถาวร

 

ที่มา  หนังสือพิมพ์คมชัดลึก




 
  No Image ผู้โพส : admin
สถานะ : ผู้ดูแล

Reply : [ admin ] แทรกข้อความ ในกรอบแรก
3/05/2008 - 05:48

Add?  No Card  Bad Report  Delete
 

หัวข้อ : 0037-1 | เลขหน้า : 1 ถึง 1


  เพิ่มข้อความในหัวข้อรวม : อ.บรรเจิด สิงคะเนติ"กฎหมายคนละรางปมแย้งคตส.-อัยการสูงสุด หัวข้อรวม