PHP infoBoard v.5 PERFECT
kanmuang.org
 
ปะทะ-นองเลือด-ปฎิวัติ ผลลัพท์"สงคราม 2 ขั้ว"

[ ผู้ดูแล : admin - 7/05/2008 - 17:53 ] Admin

:

"จะปฎิวัติกันอีกแล้วหรือ" เป็นคำถามยอดฮิต ที่วันนี้เซ็งแซ่อยู่ทุกหัวระแหงในสังคม เหตุการณ์บ้านเมืองที่ปั่นป่วน ระอุด้วยไอที่ใกล้จะเข้าสู่บรรยากาศ "สงคราม" เต็มทน เป็นเชื้อฟืนที่คำถามนี้ลุกลามกันบานปลาย เกินจะหยุดยั้ง

กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : ดร.ปณิธาน วัฒนายากร นักวิชาการผู้คร่ำหวอดในแวดวงการทหาร ความมั่นคง แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วิเคราะห์เหตุแห่งความขัดแย้งที่รุนแรง ดุเดือดอยู่ขณะนี้ แนวโน้มการเผชิญหน้าถึงขั้น "นองเลือด" บนท้องถนน ปัจจัยเกื้อหนุน บทบาทของ "องคมนตรี" ความพร้อมของกองทัพ และเงื่อนไขทางสังคมที่จะทหารจะก่อหวอดปฎิวัติ อย่างละเอียดยิบ

0 วิเคราะห์บทบาทขององคมนตรีอย่างไร ทำไมถึงมีการดึงมาพัวพันกับความขัดแย้งทางการเมืองมากกว่าแต่ก่อน

สถาบันองคมนตรี เหมือนกับเป็นสะพานเชื่อมระหว่างสถาบันพระมหากษัตริย์ กับประชาชน เอาความรู้ ความเดือดร้อนความต้องการของประชาชน เอาประสบการณ์ของตัวเองเชื่อมเข้าไปกับสถาบันพระมหากษัตริย์ เมื่ออำนาจมันเปลี่ยนถ่าย สะพานนี้ก็ได้รับแรงกระเพื่อมตามไปด้วย คือเมื่อภาคประชาชนปั่นป่วน สับสนมีปัญหาทะเลาะเบาะแว้งกัน กำลังผนึกผนวกอำนาจ พายุแรง ๆ มันเหวี่ยงไปมา ก็พัดผ่านสะพาน สะพานก็แกว่ง

ผมคิดว่าขณะนี้สถาบันองคมนตรี มีความเข้มแข็งขึ้น สมัยต้น ๆ รัชกาลส่วนขององคมนตรีส่วนใหญ่จะบริหารโดยรัฐบาล แต่เดี๋ยวนี้มีระบบมีสถาบัน มีทำเนียบองคมนตรี แต่ก่อนไม่มีที่ทำงาน

0 ทำไมสถาบันเข้มแข็งขึ้นแต่กลับโจมตีหนักขึ้นกว่าแต่ก่อน เดี๋ยวนี้มีใบปลิว มีการตั้งม็อบไล่ถึงหน้าบ้าน

เมื่อเป็นสถาบันภารกิจหน้าที่ก็ชัดเจนขึ้น เลยกลายเป็นเป้าเป็นเรื่องธรรมดา บวกกับตัวบุคคลบางคนที่มีความโดดเด่นกว่าบางคนเพราะอยู่มานานจนจะกลายเป็นสถาบันไปด้วย สมัยก่อนไม่ได้เป็นระบบมากนัก เป็นที่ปรึกษาอย่างไม่เป็นทางการ แต่เดี๋ยวนี้มีระบบ ก็หลีกเลี่ยงการวิเคราะห์วิพากษ์วิจารณ์ไม่ได้ จริง ๆ เป็นเรื่องที่ดี เพราะมีการตรวจสอบในตัวมันเอง แต่อยากให้การตรวจสอบตรงไปที่ระบบ ที่การทำงาน แทนที่จะมาเผชิญหน้า โจมตีกันที่ตัวบุคคล เพราะไม่มีใครได้ประโยชน์ กลายเป็นความขัดแย้งที่คนธรรมดาเข้าใจไม่ได้ แต่ส่งผลกระทบกว้างขวาง

อย่างไรก็ตามการโจมตีองคมนตรีก็ต้องทำอย่างระมัดระวังเพราะระบบนี้เป็นสะพานที่เชื่อมต่อไปถึงพระมหากษัตริย์

0 ตอนนี้ทั้งสองฝ่ายต่างดึงสถาบันฯมาอ้าง

ไม่ใช่เรื่องดีกับใคร ขบวนการต่อสู้ครั้งนี้ดีที่สุดคือจบลงที่ศาล ไม่มีการแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม แม้กระบวนการยุติธรรมจะมีปัญหาอยู่บ้างแต่โดยรวมก็ยังมีความน่าเชื่อถือกว่าทุกระบบ พึ่งพาได้ ถ้าสามารถดำเนินคดีนักการเมืองไปได้เรื่อย ๆ โดยไม่มีการใช้กำลัง เชื่อว่าสังคมจะรอดพ้นจากวิกฤตได้

0เหตุแห่งความขัดแย้งทางการเมืองลึก ๆ แล้วมันมาจากไหน

ต้องเข้าใจก่อนว่าขณะนี้อำนาจทางการเมืองกำลังอยู่ในช่วงเคลื่อนที่ เปลี่ยนผ่าน เมื่อมันเคลื่อนที่จะเกิดแรงกระเพื่อมสูงมาก เหมือนการเคลื่อนที่ของเปลือกโลก ในทางภูมิศาสตร์ ถ้ามองในแง่การเมือง คืออำนาจมันกำลังเคลื่อน 2 จังหวะ จังหวะแรกคืออำนาจเคลื่อนออกจากอำนาจทหารที่ยึดอำนาจไป จังหวะที่ 2 เหนือกว่านั้น คืออำนาจเคลื่อนจากสิ่งที่นปก.เรียกว่า “อำมาตยาธิปไตย” เคลื่อนไปสู่การเมืองภาคการเลือกตั้ง ซึ่งขณะนี้มีอยู่ทุกระดับตั้งแต่ท้องถิ่นอบต. อบจ.จนถึงระดับชาติ ระหว่างที่อำนาจกำลังเคลื่อนที่มันจึงมีแรงกระเพื่อมสูงมากเพื่อที่จะต้านทาน แย่งชิง แรงกระเพื่อมมันจะต่อเนื่องไปอีกหลายปี

0การเคลื่อนของอำนาจเริ่มต้นจากจุดไหน

ถ้านับกันจริง ๆ ผมคิดว่า หลังยุคพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ลงจากอำนาจ ประมาณ 12 ปี จากที่เคยรวมศูนย์อำนาจ บริหารเอง ตรวจสอบเอง เหมือนสิงคโปร์ กลายเป็นการเลือกตั้ง อำนาจการบริหารประเทศเหวี่ยงไปอยู่ในมือของผู้นำท้องถิ่นที่มีความเชี่ยวชาญการเลือกตั้ง อยู่ในพื้นที่ยาวนาน มีเครื่อข่ายประชาชน เข้ามาอำนาจ เราจะเห็นคนแซ่เบ๊ แซ่นั่น แซ่นี่ ขึ้นมาเป็นนายกฯ ได้ ทำให้ชนชั้นที่เคยกุมอำนาจถึงกับผงะไปเลย

0ทำไมเลือกตั้งแล้วผู้คนยังไม่สบอารมณ์กับการเมืองไทย

การเลือกตั้งเป็นกระบวนการสร้างความชอบธรรมให้กับผู้บริหาร แต่นอกจากการเลือกตั้งแล้วยังต้องมีความชอบธรรมอีก 2 ระดับ คือ ความชอบธรรมในการปกครอง และจากการบริหาร ซึ่งรัฐบาลต้องบริหารปกครอง คนทุกกลุ่มรวมทั้งกลุ่มที่ไม่ได้เลือกเขาด้วย ต้องให้ประเทศเคลื่อนทั้งระบบ ลองดูสิว่ารัฐบาลนี้เลือกตั้งมาแล้วบริหารได้หรือไม่

นักเลือกตั้งที่ชนะมาจะฮึกเหิม และหยิ่งผยอง เหมือนที่ ศาสตราจารย์ฮันติงตัน (Samuel P. Huntington) เคยกล่าวไว้ว่าเป็นพฤติกรรม "เย่อหยิ่ง จองหอง ของนักเลือกตั้ง” พอชนะ พวกเขาจะท้าทายให้ทุกคนมาลงเลือกตั้ง ใครจะชนะผม! ผมมีฐานอยู่แล้ว 2 หมื่นเสียง แต่ถามว่าจะเอาความชอบธรรมของคน 2 หมื่นมันจะมาปกครองประเทศได้อย่างไร แต่นักเลือกตั้งของเราพอชนะปุ๊ป! ก็อ้าง “โองการแห่งสวรรค์” อ้างว่าประชาชนเลือกข้ามาทำได้ทุกอย่าง เหมือนผู้ปกครองสมัยกรีกโรมัน “ซีซาร์” อ้างว่าได้รับอาณัติมาจากสวรรค์ มาปกครองประชาชน และ “โป๊ป” ก็ทำเช่นเดียวกัน

นักการเมืองของเรารุ่นนี้ อ้าง 3 หมื่นคน 5 หมื่นคน ว่าเป็นเสียงสวรรค์ แล้วก็ตัดสินใจเต็มที่ ตอนที่ฮิตเลอร์ ได้รับการเลือกตั้งขึ้นมา เขาก็อ้างอาณัติประชาชน ไปประกาศสงครามกับประเทศเพื่อนบ้าน หายนะไปทั่วโลก นี่หรือคือความชอบธรรม

0ระบบการเลือกตั้งของเรายังเฟ้นหาตัวแทนที่ดีไม่พอ

ประชาธิปไตยมันต้องมีหลายอย่างผสมกัน แน่นอนว่าการเลือกตั้งก็เป็นกระบวนการหนึ่ง ถ้าไม่ลงเลือกตั้งก็พูดยากว่ามีความชอบธรรมในทางการเมือง แต่เราก็มีหลายระบบที่ต้องตรวจสอบคนที่มาจากการเลือกตั้ง แต่นักเลือกตั้งพอมีอำนาจมาก ๆ เข้าก็ไม่ต้องการการตรวจสอบ เรียกร้องให้คนที่ตรวจสอบเขาต้องเลือกตั้งเท่านั้น ซึ่งในกระบวนการประชาธิปไตยไม่จำเป็นต้องเป็นเลือกตั้งทั้งหมด เพราะทุกคนไม่สามารถลงเลือกตั้งได้ เพราะการเลือกตั้งไม่ได้เทียบเคียงว่ามาจากสวรรค์

ถ้าจะให้เลือกตั้งเจ้าอาวาสจะทำอย่างไร เลือกตั้งพ่อแม่ ลูกโหวตไม่เอาพ่อแม่ เอาพี่ขึ้นมาเป็นพ่อแม่แทนได้หรือไม่ ถ้าโหวตเอาอาจารย์คนที่ป๊อปปูล่ามาสอน คนที่ไม่ป๊อปตกไป ระบบก็หายนะ ถ้าโหวตในกองทัพ พลทหารก็โหวตไม่ไปรบหรอก ให้นายพลไปรบ เพราะมีเสียงมากกว่า เพราะฉะนั้นการลงคะแนนมันไม่ใช่อาณัติแห่งสวรรค์อย่างเดียว แต่มันเป็นอาณัติแห่งความรับผิดชอบที่ต้องมีการตรวจสอบ ถ่วงดุล นักเลือกตั้งไม่ใช่พระเจ้า

0 สถานการณ์การเมืองขณะนี้พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นตัวเร่งให้การเคลื่อนตัวของอำนาจเร็วและแรงมากขึ้นหรือไม่

คุณทักษิณ เป็นตัวเร่งปฎิกริยาให้การเคลื่อนที่ของอำนาจมันเอียงไปด้านนี้มากขึ้น ด้วยเงินมหาศาล ด้วยความนิยมส่วนตัว ด้วยความฉลาดที่จะใช้สื่อให้เป็นประโยชน์ บวกกับวิกฤติของพรรคประชาธิปัตย์ ที่อ่อนแรงไม่สามารถปรับพรรคให้เข้าสู่ความเป็นสากลนิยมได้ ยังมีโครงสร้างอนุรักษ์นิยม ผสมกับระบบราชการนิยม อำนาจพอมันเคลื่อนไป น้ำหนักมันเทไปในฝั่งการเมือง จึงเกิดการผนึกกำลังอำนาจ ขึ้นมาบริหารประเทศได้ ตอนนี้ฝ่ายบริหารได้อำนาจไปเยอะมาก ปัญหาคือเมื่อได้อำนาจไปเยอะ คิดว่าตรงนี้เป็นจุดสิ้นสุดของการพัฒนาประชาธิปไตย ซึ่งไม่ใช่ มันเป็นแค่จุดเริ่มต้น ดังนั้น ฝ่ายบริหารจึงไม่ยอมให้มีการตรวจสอบ ถ่วงดุล คานอำนาจ

ขณะที่ชนชั้นนำเก่ารู้ดีว่าอำนาจมันหลุดมือไปอยู่ในฝ่ายเลือกตั้งแล้ว สมัยนี้ถ้าไม่มีการเลือกตั้ง ไม่มีประชาธิปไตย มันบริหารประเทศยาก

0 ตอนนี้ดูเหมือนว่าไม่มีใครจะหยุดคุณทักษิณได้แล้ว

ตอนแรก ๆ ที่คุณทักษิณ ขึ้นมาไม่ค่อยมีความคิดว่าอำนาจมัน “Shift” ได้รวดเร็วขนาดนี้ เขานึกไม่ถึงว่าอำนาจมันมาตกอยู่บนหน้าตักมาก ๆ ได้อย่างไร เลยใหญ่ขึ้นมาทันที ถ้าจำได้ในช่วงปีแรกที่คุณทักษิณ ชนะเลือกตั้งแกยังวิ่งขอร่วมรัฐบาลกับอีกหลายพรรค คุณทักษิณ ไม่ได้ต่อรองอะไรมาก ไม่แน่ใจว่าตั้งรัฐบาลได้เลยด้วยซ้ำ แต่หลังจากนั้นพักใหญ่ ๆ เขาเปลี่ยนไปเยอะ เริ่มจะมั่นใจประกาศจะอยู่ 20 ปี เป็นความชัดเจนว่าเขาเริ่มเห็นอำนาจในมือ

คุณทักษิณ เป็นคนที่มองเห็นอำนาจว่า Shift มาเร็วมาก ความนิยมสูงมาก ขณะที่คู่แข่งมีน้อยและอ่อนแอมาก มีคนบอกผมว่าหลังจากนี้อีกไม่เกิน 2 ปี ถ้าสถานการณ์ไม่เลวร้ายลงกว่านี้คุณทักษิณ ก็จะกลับมาเป็นนายกฯใหม่ แต่ในหลายประเทศผู้นำที่โดนยึดอำนาจไปก็กลับเข้ามาใหม่ อย่าง อิตาลี หรือเปรู ของไทยอาจจะไม่ง่าย คุณทักษิณ ต้องต่อสู้กับกระบวนการทางกฎหมายให้ชนะก่อน

0 19 ก.ย.เป็นเกมหนึ่งในการต้านทานการเคลื่อนที่ของอำนาจหรือไม่

ผมคิดว่าคงไม่ใช่ทั้งหมด 19 ก.ย.เป็นความพยายามกำจัดคุณทักษิณ คนเดียว ถ้าจะดึงอำนาจกลับไปสู่ระบบเดิม คงไม่ปล่อยอำนาจไปสู่รัฐบาล และรัฐธรรมนูญชั่วคราวในเวลาอันรวดเร็ว คงจะใช้ประกาศคณะปฎิวัติปกครองไปเรื่อยๆ แต่เขามองภาพแคบเพราะขบวนการของคุณทักษิณ ไม่ใช่คนเดียว คุณทักษิณ ไม่อยู่ก็มีคนอื่นคอยเสียบแทน เพราะมีคนเข้าไปบริหารอำนาจของคุณทักษิณ

0 การเคลื่อนที่ของอำนาจอย่างรวดเร็วจะมีการเผชิญหน้าหรือไม่

มีแน่นอน เมื่ออำนาจมาก ๆ เคลื่อนไปอยู่ในมือฝ่ายบริหาร การโต้กลับของฝ่ายอื่น ๆ ที่ต้องการตรวจสอบก็จะมีมากขึ้น ตอนนี้ฝ่ายบริหารกำลังถูกตรวจสอบผ่านรัฐธรรมนูญ ผ่านตุลาการ ด้วยเรื่องที่สำคัญ แต่ฝ่ายบริหารไม่พอใจ วิ่งเต้น กดดัน พยายามให้การตรวจสอบทั้งหลายยุติลงหรือเบาบางลง ต้องทำใจเวลาที่อำนาจเคลื่อนมันจะเกิดการเผชิญหน้า เกิดการปะทะ ดึงเอาสถาบัน เอาปัจจัยต่างๆมาสู้กัน เพื่อเอาชนะคะคานว่าใครจะถ่วงใคร ใครจะมีอำนาจมากกว่าใคร

0 แล้วมองว่าความขัดแย้งจะจบอย่างไร และสังคมจะก้าวไปสู่จุดไหน

ถ้าร้ายแรงที่สุดคงจะจบหรือสะดุดลงที่การปฎิวัติ นี่คือสิ่งที่เราไม่อยากเห็นเลย แต่สถานการณ์มันมีโอกาสจะไปสู่ตรงนั้น เพราะถ้าทุกฝ่ายไม่ยอม โดยเฉพาะนักการเมืองที่ถืออำนาจอยู่ในมือ ไม่ปล่อยให้คุณทักษิณ เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม มีการแทรกแซง มันก็ลงถนน เกิดการเผชิญหน้า ปะทะกัน ก็มาตรงนี้อีก แต่การมาของทหารครั้งนี้จะต่างกับ 19 ก.ย.รอให้ปะทะกัน นองเลือดกันจริงๆ ปล่อยให้ปะทะกัน

ผมได้ยินทหารคุยกันว่า "คราวนี้ปล่อยให้ปะทะกันซักพักหนึ่ง ให้มันนองเลือดให้เห็นชัดๆ แล้วค่อยออกมา" แต่ผมคิดว่าถ้าทหารมาอีกรอบจะวิกฤติกันหมด และสถานการณ์ไปไกลกว่าคราวที่แล้ว จะหนักหนากว่าเยอะ

0 กองทัพมีความพร้อมจะก่อการหรือไม่

มีปัจจัย 4 ประการที่เกื้อหนุนคือ 1.วันนี้ทหารมีประสบการณ์ปฎิวัติมากขึ้นเยอะ จาก 15 ปีที่แล้ว ที่ทำแบบขลุกขลัก ตอนนี้เวลาไม่ถึงปี มีบทเรียนเต็มไปหมด ประสบการณ์จะช่วยบอกว่าควรทำอย่างไรให้ดี 2 งบประมาณใน 2-3 ปีหลัง มีการเพิ่มงบประมาณถึงแสนกว่าล้านบาท ทำให้มีความพร้อมมากขึ้น

3 ทหารมีพ.ร.บ.รองรับกิจกรรมอำนาจมากขึ้น เช่นพ.ร.บ.ความมั่นคง และ 4 ตราบใดที่นักการเมืองยังไม่นิยมที่จะแก้ปัญหาด้วยกระบวนการยุติธรรม ทหารจำนวนไม่น้อยก็ยังคิดว่าจะต้องมีส่วนในการแก้วิกฤต ขณะที่ประชาชนเองก็ยอมรับว่าทหารเป็นที่พึ่งสุดท้าย ถ้าการเข้ามาไม่มีการนองเลือดหรือความรุนแรง ประชาชนส่วนหนึ่งก็ยังเปิดทางให้ทหารเข้ามา เผลอ ๆ คิดว่าดีซะอีกให้ทหารมาปิดเกมเพราะเบื่อเต็มทน

0 แต่ 19 ก.ย.มีแต่คนบอกว่าล้มเหลว วันนี้ทหารจะกล้าออกหรือ

ตอนนี้กำลังที่เคยร่วมทำการปฎิวัติยังรวมกลุ่มกันได้อยู่ แม้จะไม่มีพล.อ.สนธิ (บุญยรัตกลิน) ก็ไม่มีความหมายเพราะพล.อ.สนธิ ถ้าเทียบตำแหน่งในต่างประเทศคือประธานคณะเสนาธิการ เท่านั้น ไม่ได้มีกำลัง แต่คนที่คุมกำลังอย่างผบ.กองพัน ยังเกาะกันอยู่ ส่วนกลุ่มตท.10 ของคุณทักษิณ ก็เคลื่อนเข้ามาเรื่อย ๆ แต่ยังไม่ถึงขั้นคุมกำลัง แต่ได้เข้ามาอยู่ในระบบ ในตำแหน่งประจำ เป็นเสนาธิการ ที่พร้อมจะเข้ามาอีก แต่ตอนนี้ยังเข้ามาไม่ได้ ดังนั้น ต้องรอดูการโยกย้ายเดือนตุลาคมนี้ว่าตท.10 จะขยับเข้ามาอีกจังหวะหนึ่งหรือไม่ ถ้าเข้ามาจังหวะนี้แล้วต้องดูว่าระดับล่างลงไป พวกผู้บังคับกองพัน จะอยู่กับใคร

จริง ๆ แล้วการทำปฎิวัติให้สำเร็จใช้กองกำลังหลัก ๆ ไม่กี่กองพลในกทม. บวกกับกองกำลังผสมที่ขอจากต่างจังหวัดมาช่วยหนุน สร้างเป็นกองกำลังปฎิวัติ ไม่ต้องใช้มาก ขึ้นอยู่กับว่าเมื่อรวมตัวกันแล้วมีเอกภาพขนาดไหน มีใครหนุนบ้างก็ชนะได้ และไม่จำเป็นต้องผนึกทั้งกองทัพ มีอยู่แค่หนึ่งส่วน อีกสองในสามที่เหลือ ก็ถอดใจหมดแล้ว ถ้าหนึ่งในสามสามารถมีแรงสนับสนุนจากประชาสังคมรอบด้านก็ปฎิวัติได้แล้ว

0 แสดงว่าเวลาอันใกล้จะมีปัจจัยแวดล้อมให้เกิดการปฎิวัติรัฐประหาร

ปัจจัยก็ยังมีอยู่ เพียงแต่สัญญาณตอนนี้ยังไม่แรง แต่อีกหนึ่งเดือนก่อนจะก่อการจะเห็นเอง และในฐานะที่ผมศึกษาเรื่องการวางแผนทางการทหาร เห็นว่าสิ่งที่น่ากังวลคือวันนี้กองทัพเรามีความพร้อมสูงมาก ซึ่งถือว่าอันตราย เพราะเมื่อพร้อมมากก็จะหาทางใช้พลังที่มี ถ้าไม่มีเรื่องนอกประเทศก็จะทำปฎิวัติ แต่ผมก็ให้เห็นความเห็นว่าพร้อมมากก็ไม่จำเป็นต้องทำปฎิวัติอีก และต้องลดความพร้อมเอาตท.10 เข้าไปผสมผสานบ้างก็เป็นเรื่องดีจะได้ลดความเป็นเอกภาพลงไปบ้าง

 

 

ที่มา  หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุริกจ




 
  No Image ผู้โพส : admin
สถานะ : ผู้ดูแล

Reply : [ admin ] แทรกข้อความ ในกรอบแรก
7/05/2008 - 17:53

Add?  No Card  Bad Report  Delete
 

หัวข้อ : 0038-1 | เลขหน้า : 1 ถึง 1


  เพิ่มข้อความในหัวข้อรวม : ปะทะ-นองเลือด-ปฎิวัติ ผลลัพท์"สงคราม 2 ขั้ว" หัวข้อรวม