PHP infoBoard v.5 PERFECT
kanmuang.org
 
3ปัจจัยฟางเส้นสุดท้าย ท่ามกลางกลิ่นปฏิวัติโชย

[ ผู้ดูแล : admin - 11/05/2008 - 01:38 ] Admin

เดือนพฤษภาคม ถือเป็นเดือนอันตรายตามที่บรรดาโหรชื่อดังต่างทำนายทายทักก่อนหน้านี้ว่าจะเป็นเดือนวิกฤติที่บ้านเมืองจะเกิดเหตุรุนแรงถึงขั้นนองเลือดกลียุค หรือเกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งสำคัญ ซึ่งหากเปรียบเทียบกับสถานการณ์ที่เป็นจริงในปัจจัยชักจะเริ่มเข้าเค้าไม่น้อยทั้งนี้ หากพิจารณาถึงผลงานการเข้ามาบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลสมัคร 1 ในช่วง 3 เดือน ที่ผ่านมาพบว่านอกจากจะไม่มีผลงานอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน อันจะสร้างความหวังให้กับประชาชนแล้ว ยังมีแต่ปัจจัยด้านรบที่สร้างความไร้เสถียรภาพระส่ำระสายในบ้านเมือง

3 เดือน ที่เข้ามาบริหารประเทศ พรรคพลังประชาชนซึ่งมีภาพพรรคหุ่นเชิดของระบอบทักษิณ

ในฐานะที่เป็นแกนนำ 6 พรรครัฐบาลผสม ดูเหมือนจะมุ่งเข้ามาเพื่อทำงานการเมืองมากกว่าที่จะมุ่งคลี่คลายวิกฤติของประเทศทั้งทางด้านการเมืองและเศรษฐกิจ โดยเฉพาะวิกฤติความแตกแยกในชาติและวิกฤติเศรษฐกิจ

การมัวแต่มุ่งงานด้านการเมืองเพื่อตัวเองของพรรคพลังประชาชน นับวันจะยิ่งทำให้รัฐบาลเสื่อมศรัทธาต่อรัฐบาลมากขึ้นตามลำดับ ขณะที่คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน อันประกอบด้วย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย ซึ่งมีการประชุมครั้งล่าสุดชี้ว่านักลงทุนต่างชาติต่างพากันชะลอการลงทุนในไทยในช่วง 2-3 เดือนข้างหน้า เนื่องจากหวั่นวิตกว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองจนกระทบต่อนโยบายต่อเนื่องทางเศรษฐกิจ ทั้งนี้เนื่องจากรัฐบาลไทยชุดนี้มุ่งแต่ในเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญแทนที่ส่อเค้าว่าจะเป็นชนวนนำไปสู่ความแตกแยกอย่างรุนแรงแทนที่จะมุ่งสร้างความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ

ขณะที่สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระหว่างประเทศสแตนด์ดาร์ดแอนด์พัวร์(เอสแอนด์พี) ชี้ว่า ไทยอยู่ในกลุ่มประเทศในเอเชียที่มีความเสี่ยงในด้านการเมืองและนโยบาย

ยิ่งรัฐบาลหุ่นเชิดชุดนี้บริหารประเทศไปนานเท่าไหร่ก็ดูเหมือนว่าสถานการณ์ความตึงเครียดที่จะนำไปสู่การเผชิญหน้าขั้นแตกหักระหว่างรัฐบาลกับกลุ่มพลังมวลชนดูเหมือนจะตั้งเค้าชัดเจนรุนแรงมากขึ้นเป็นลำดับ ขณะที่กองทัพจับตาติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดด้วยท่าทีที่อึดอัดมากขึ้นเรื่อยๆ โดยมี 3 ปัจจัย ที่อาจเป็นชนวนฟางเส้นสุดท้ายที่จะทำให้ความอดทนของกองทัพขาดสะบั้น

3 ปัจจัย อันเป็นฟางเส้นสุดท้ายโดยปัจจัยแรกได้แก่ ความพยายามของพรรคพลังประชาชนที่จะเร่งรีบรวบรัดแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยมีเป้าหมายแอบแฝงสำคัญเพื่อฟอกคดีทุจริตในยุคระบอบทักษิณจากผิดให้เป็นถูก พยายามเข้าแทรกแซงครอบงำองค์กรอิสระต่างๆ นิรโทษกรรม 111 อดีตกรรมกาบริหารพรรคไทยรักไทยที่ถูกเพิกถอนสิทธิ์ทางการเมือง 5 ปี เพื่อเปิดทางให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กลับคืนสู่อำนาจอีกครั้ง และยกเลิกโทษยุบพรรคกรณีที่กรรมการบริหารพรรคการเมืองถูกแจกใบแดงฐานทุจริตเลือกตั้ง

ความพยายามที่จะรวบรัดแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อตัวเองโดยมีเป้าหมายแฝงเร้นอันไม่ชอบมาพากลดังกล่าวนำไปสู่ปฏิกิริยาต่อต้านจากกลุ่มพลังมวลชนที่มีกลุ่มพันธมิตประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเป็นหัวหอก ซึ่งพร้อมจะชุมนุมใหญ่ทันทีหากรัฐบาลยื่นญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญเข้าสู่สภา

แม้จะเกิดกระแสต่อต้านแต่ดูเหมือนพรรคพลังประชาชนยังพยายามดันทุรังยืนกรานที่จะแก้ไขรัฐธรามนูญเพื่อตัวเองให้จงได้ ขณะที่ 6 พรรคร่วมรัฐบาลกลบไต๋โดยเผือกร้อนการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นเรื่องของสภา ทั้งๆที่เสียงข้างมากในสภาก็คือเสียงของพรรคร่วมรัฐบาลนั่นเอง

ปัจจัยอันเป็นฟางเส้นสุดท้ายประการที่สองก็คือ การที่รัฐบาลปล่อยให้ขบวนการมุ่งทำลาย พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ตลอดจนการหมิ่นสถาบันเบื้องสูงนับวันจะออกมาเคลื่อนไหวกันอย่างเหิมเกริม ทั้งในรูปแบบการเผยแพร่ผ่านเว็บไซต์ ซีดี เอกสาร หรือแม้แต่การแสดงออกด้วยการไม่ยอมยืนเคารพเพลงสรรเสริญพระบารมีในโรงภาพยนตร์ พร้อมกับมีการจัดตั้งเครือข่ายผู้สวมเสื้อยืดสีดำที่มีข้อความ "ไม่ยืนไม่ผิด ไม่ใช่อาชญากร" อันส่อพฤติกรรมกระด้างกระเดื่องหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ

ส่วนปัจจัยอันเป็นฟางเส้นสุดท้ายประการที่สาม ก็คือ 3 เดือน ภายใต้รัฐบาลชุดนี้แทนทีจะมุ่งแก้ปัญหาปากท้องของประชาชนที่กำลังได้รับความเดือดร้อนอย่างแสนสาหัสจากภาวะข้าวยากหมากแพง แต่กลับมุ่งงานด้านการเมืองเพื่อตัวเอง ซึ่งนอกจากจะไม่เกิดประโยชน์ต่อชาติบ้านเมืองและประชาชนแล้ว ยังซ้ำเติมจุดชนวนสร้างปัญหาให้เกิดความแตกแยกและระส่ำระสายมากขึ้น โดยเฉพาะความพยายามที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญที่มีเป้าหมายแอบแฝง รวมทั้งพฤติกรรมของรัฐมนตรีในรัฐบาลที่หลายคนทำงานด้วยปากสร้างความขัดแย้งอยู่ตลอดเวลา

จาก 3 ปัจจัยอันเป็นฟางเส้นสุดท้ายข้างต้น ทำให้ระยะหลังเริ่มมีข่าวลือสะพัดว่าจะเกิดการรัฐประหารหนาหูขึ้นตามลำดับ ขณะที่ท่าทีจากผู้นำรัฐบาลและผู้นำกองทัพก็ทำให้อดคิดไม่ได้ว่า ความคิดที่จะเกิดการรัฐประหารมีเค้าที่จะเป็นจริง

โดยล่าสุด พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ออกมาส่งสัญญาณโดยไม่รับปากว่าจะมีรัฐประหารหรือไม่ และที่สำคัญคือท่าทีจาก พล.ท.ประยุทธ์ จันทร์โอชา แม่ทัพภาคที่ 1 ซึ่งให้สัมภาษณ์ส่งสัญญาณในทำนองเดียวกันถึงสองครั้งแล้วโดยล่าสุดกล่าวถึงโอกาสที่จะเกิดรัฐประหารว่า "อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด แต่สิ่งสำคัญอยู่ที่ว่าจะเกิดเมื่อไหร่ "

แต่ความเคลื่อนไหวที่สำคัญก็คือ รายงานข่าวที่ว่า บรรดาผู้นำเหล่าทัพและนายทหารหน่วยคุมกำลังสำคัญได้เดินทางเข้าพบ พล.อ.เปรม เมื่อค่ำวันที่ 7 พ.ค.ที่ผ่านมา เพื่อวิเคราะห์สถานการณ์ของบ้านเมืองที่น่าห่วงแทบจะทุกด้าน โดยเฉพาะการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่กำลังจะกลายเป็นชนวนนำไปสู่การเชิญหน้าอย่างรุนแรงของคนในชาติ ขณะเดียวกันก็แสดงความอึดอัดไม่สบายใจที่มีการเคลื่อนไหวในลักษณะพาดพิงถึงสถาบันเบื้องสูงอย่างต่อเนื่อง

นอกเหนือจากสัญญาณอันไม่ปกติจากผู้นำในกองทัพ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม เองเป็นอีกผู้หนึ่งที่จู่ๆ ก็ออกมาจุดประเด็นข่าวปฏิวัติรัฐประหารถึงสองครั้งซ้อน โดยที่ไม่มีใครคาดคิดย่อมไม่ใช่เรื่องธรรมดา โดยล่าสุดนายกรัฐมนตรีกล่าวในการร่วมแสดงปาฐกถาที่จัดโดยสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเกี่ยวกับเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่จู่ๆ กลับเปิดเผยว่าได้รับข้อมูลมีคนวางแผนที่จะยึดอำนาจแล้วควบคุมตัวรัฐมนตรีทุกกระทรวงขึ้นเฮลิคอปเตอร์ไปรวมกันไว้ ซึ่งการจงใจออกมาเปิดเผยแผนการรัฐประหารซึ่งสังคมไม่เคยรับรู้มาก่อนของนายกรัฐมนตรีชี้ให้เห็นว่า เป็นการตีปลาหน้าไซเพื่อสกัดแผนรัฐประหาร ขณะเดียวกันก็เป็นการสะท้อนให้เห็นว่า ความพยายามที่จะก่อรัฐประหารไม่ใช่ข้อมูลเลื่อนลอย แต่น่าจะมีมูลเพราะคนที่เปิดเผยเป็นถึงนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม อีกทั้งหากไม่มีไฟก็คงไม่มีควัน

ท่าทีที่แข็งกร้าวของเหล่านายทหารในกองทัพ ตลอดจนข่าวข้อมูลแผนเตรียมก่อรัฐประหารทำให้ นายสมัคร รีบออกมาแสดงท่าทีเอาอกเอาใจนายทหารในกองทัพเป็นพิเศษ พร้อมทั้งรับปากเป็นมั่นเหมาะว่าฝ่ายการเมืองจะไม่เข้าไปล้วงลูกเรื่องในกองทัพ โดยเฉพาะ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก ที่บัดนี้กลายเป็นนายทหารที่ นายสมัคร ให้ความสนิทสนมมากที่สุด

ก่อนหน้านี้ก็มีรายงานข่าวว่า ในการประชุมพรรคเพื่อแผ่นดิน นายสุวิทย์ คุณกิตติ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.อุตสาหกรรม หัวหน้าพรรค ได้วิเคราะห์สถานการณ์ทางการเมืองต่อที่ประชุมโดยชี้ว่า พรรคเพื่อแผ่นดินควรจะสงวนท่าทีซื้อเวลาเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญไว้ก่อน เพราะมีแนวโน้มที่จะเกิดการรัฐประหารในอนาคตอันใกล้ เพียงแต่ไม่รู้ว่าฝ่ายไหนจะลงมือก่อนเท่านั้น

รายงานข่าวข้างต้นเท่ากับเป็นการยืนยันกระแสการรัฐประหาร และประเด็นที่น่าสนใจจากการวิเคราะห์ของหัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดินก็คือ มีกลุ่มที่มีพลังอำนาจ 2 ฝ่าย โดยฝ่ายหนึ่งก็คือกลุ่มที่คิดที่จะก่อรัฐประหารเพื่อโค่นล้มกลุ่มอำนาจเก่า หรืออีกฝ่ายหนึ่งก็คือ กลุ่มที่คิดรัฐประหารเพื่อช่วยเหลือลบล้างความผิดให้กับผู้นำกลุ่มอำนาจเก่า และหวังที่ฟื้นระบอบอำนาจเก่าขึ้นมาอีกครั้ง เพียงแต่ยังไม่รู้ว่าฝ่ายไหนจะลงมือก่อนเท่านั้น

ขณะที่ข่าวลือสะพัดเกี่ยวกับการรัฐประหารหนาหูขึ้นเรื่อยๆ บรรดาแกนนำพรรคพลังประชาชนไม่ว่าจะเป็น นายจักรภพ เพ็ญแข รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ส.ส.เชียงใหม่ และ นายจตุพร พรหมพันธุ์ สส.ระบบสัดส่วน ต่างออกมาประกาศอย่างแข็งกร้าวท้าให้ทหารก่อรัฐประหาร ซึ่งพรรคพลังประชาชนพร้อมที่จะนำพลังมวลชนออกมาต่อสู้

ขณะเดียวกันแม้แต่ พล.อ.ชัยสิทธิ์ ชินวัตร อดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุด ญาติผู้พี่ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ก็ออกโรงสวนกระแสข่าวรัฐประหารด้วยการขู่เตือนคนในกองทัพว่า ครั้งนี้หากใครคิดล้มกระดานอีกมีหวังเจอคุกแน่

จากสถานการณ์อันอึมครึมข้างต้นสะท้อนให้เห็นว่ากลิ่นอายของการรัฐประหารมีเค้าความเป็นไปได้ ทั้งนี้ ปัจจัยตัวแปรสำคัญที่จะชี้ว่าวงจรอุบาทว์ทางการเมืองจะเกิดขึ้นอีกหรือไม่ขึ้นอยู่กับจิตสำนึกและพฤติกรรมของพรรคพลังประชาชน และพรรคร่วมรัฐบาลว่าจะเห็นแก่ผลประโยชน์ส่วนตนและพวกพ้องหรือจะเห็นแก่ประโยชน์สุขของชาติบ้านเมือง ซึ่งหากยังลุแก่อำนาจอาศัยพวกมากลากไป ดันทุรังแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างไม่ถูกต้องชอบธรรม และปล่อยให้บ้านเมืองระส่ำระสายมีการลบหลู่สถาบันเบื้องสูง ขณะที่ประชาชนเดือดร้อนทุกหย่อมหญ้า ซึ่งภายใต้สถานการณ์อันสุกงอมในที่สุดข่าวที่ลือสะพัดก็จะกลายเป็นความจริง

ทีมข่าวการเมือง

 

 

ที่มา  หนังสือพิมพ์แนวหน้า




 
  No Image ผู้โพส : admin
สถานะ : ผู้ดูแล

Reply : [ admin ] แทรกข้อความ ในกรอบแรก
11/05/2008 - 01:38

Add?  No Card  Bad Report  Delete
 

หัวข้อ : 0114-1 | เลขหน้า : 1 ถึง 1


  เพิ่มข้อความในหัวข้อรวม : 3ปัจจัยฟางเส้นสุดท้าย ท่ามกลางกลิ่นปฏิวัติโชย หัวข้อรวม